โหราศาสตร์และราศี อาจดูเหมือนเป็นสิ่งร่วมสมัย แต่แท้จริงแล้วมีรากเหง้ามายาวนานหลายพันปี โดยเริ่มจากอารยธรรมเมโสโปเตเมียราว 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวบาบิโลนใช้การเคลื่อนไหวของดวงดาวเป็นเครื่องมือในการตีความ "สัญญาณจากเทพเจ้า" และมอบหมายให้เฉพาะนักบวชเป็นผู้แปลความหมาย โหราศาสตร์ในยุคนั้นมีเป้าหมายเพื่อพยากรณ์เหตุการณ์สำคัญของรัฐและราชวงศ์ ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลอย่างในปัจจุบัน
ชาวบาบิโลนยังเป็นผู้พัฒนา ระบบจักรราศี 12 ราศี ซึ่งต่อมาชาวกรีกโบราณได้นำไปตั้งชื่อและเชื่อมโยงกับกลุ่มดาวตามตำแหน่งของดวงอาทิตย์ในวงโคจรประจำปี คำว่า “จักรราศี” (zodiac) มาจากภาษากรีก zōdiakos kyklos แปลว่า “วงล้อแห่งสัตว์” แม้ชาวกรีกจะมีบทบาทสำคัญในด้านชื่อเรียกและการจัดระบบ แต่การใช้โหราศาสตร์เพื่ออ่านดวงส่วนบุคคลยังไม่แพร่หลายเท่าไรในช่วงนั้น
เมื่อโหราศาสตร์ของบาบิโลนผสานเข้ากับพิธีกรรมการติดต่อเทพเจ้าของชาวกรีก ก็เริ่มเกิดแนวคิดเรื่อง ดวงชะตาส่วนบุคคล และนักโหราศาสตร์ยุคโรมันอย่าง คลอดิอุส พโตเลมี ได้วางรากฐานแนวคิดนี้ไว้ในตำรา Tetrabiblos กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโหราศาสตร์ตะวันตก
ในยุคกลางและยุคเรเนซองส์ โหราศาสตร์เฟื่องฟูในราชสำนักยุโรป นักโหราศาสตร์มีบทบาทในการให้คำปรึกษาแก่กษัตริย์และชนชั้นสูง แต่ต่อมาเมื่อกระแสต่อต้านเวทมนตร์และแม่มดแพร่กระจาย โหราศาสตร์ก็ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์และความเชื่อผิดศาสนา ทำให้ความนิยมลดลงชั่วคราว
โหราศาสตร์กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในศตวรรษที่ 20 เมื่อหนังสือพิมพ์เริ่มตีพิมพ์คอลัมน์ดวงชะตารายวัน จุดเริ่มต้นสำคัญคือการทำนายวันเกิดของเจ้าหญิงมาร์กาเร็ตในปี 1930 โดยนักโหราศาสตร์ R.H. Naylor ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้อ่านอย่างล้นหลาม จนกลายเป็นการปูทางสู่ดวงชะตาสำหรับประชาชนทั่วไป
ปัจจุบัน โหราศาสตร์ไม่เพียงเป็นเครื่องมือพยากรณ์อนาคต แต่ยังช่วยให้หลายคนเข้าใจตัวเอง เชื่อมโยงกับผู้อื่น และสร้างความหมายในชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และ Millennials นักจิตวิทยา Carl Jung ยังเคยกล่าวว่า โหราศาสตร์ให้ “ภาษาสากล” ในการอธิบายประสบการณ์ของมนุษย์อีกด้วย