Excel เตรียมเพิ่มฟีเจอร์ Copilot ใหม่ ใช้ AI ในสูตรได้เลย เปิดให้เฉพาะผู้ใช้ Microsoft 365 Copilot เท่านั้น

13 hours ago 2
❤️ ARTICLE AD BOX ❤️

ไมโครซอฟท์เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ใน Excel ที่หลายคนน่าจะตื่นเต้นกันไม่น้อย เพราะนี่คือการยก Copilot เข้ามาเป็น “สูตร” จริง ๆ ในชีตชื่อว่า =COPILOT() เราสามารถพิมพ์สั่งงาน AI ได้โดยตรงจากเซลล์แบบเดียวกับสูตรอื่น ๆ ของ Excel เลย ไม่ต้องเปิด Copilot sidebar แยก ไม่ต้องสลับหน้าต่าง ใช้ได้ทันทีที่กริด ฟังก์ชันนี้ทำงานด้วยแนวคิดง่าย ๆ คือใส่ “พร็อมต์” เป็นข้อความภาษาคน ผสมกับการอ้างอิงเซลล์หรือช่วงข้อมูล (context) แล้ว Copilot จะคืนผลลัพธ์กลับมาเป็นข้อความ ลิสต์ หรือแม้แต่ตารางที่ spill ลงกริดอัตโนมัติ

ตัวอย่างการใช้งานก็มีให้เห็นชัด ๆ เช่น ถ้าเราอยากสรุปข้อความยาว ๆ หลายร้อยบรรทัด ก็สามารถใช้สูตร =COPILOT(“Summarize as 5 bullet points”, A2:A500) ข้อมูลทั้งหมดในช่วงนั้นจะถูกย่อยออกมาเป็นบูลเล็ต 5 ข้อให้อ่านสบาย หรือถ้าอยากให้ช่วยจัดหมวดหมู่ feedback จากลูกค้าหลายสิบรายการ ก็แค่พิมพ์ว่า =COPILOT(“Classify this feedback”, D4:D18) Copilot ก็จะแบ่งประเภทความคิดเห็นออกมาอย่างเป็นระบบทันที โดยที่เราไม่ต้องคัดลอกข้อมูลไปวิเคราะห์ที่อื่นเลย

อีกตัวอย่างที่เจ๋งมากคือการสร้างตารางโครงงาน เช่นถ้าอยากให้วางแผนโปรเจกต์ก็พิมพ์ว่า =COPILOT(“Create a table with columns: Task, Owner, Due, Status”) เราจะได้ตารางพร้อมหัวข้อหลักที่สามารถกรอกหรือปรับใช้ได้เลยทันที แถมยังสามารถทำงานแบบ dynamic ได้ด้วย เช่น ใส่ชื่อประเทศ USA ลงไปในเซลล์ E3 แล้วใช้สูตร =COPILOT(“List airport codes from major airports in”, E3) Copilot จะดึงรหัสสนามบินของสหรัฐออกมาให้ครบ แต่ถ้าเราเปลี่ยนค่าในเซลล์เป็น Australia ผลลัพธ์ก็จะเปลี่ยนตามโดยอัตโนมัติ ตรงนี้ทำให้ Excel กลายเป็นเหมือนเครื่องมือกึ่งฐานข้อมูลที่ยืดหยุ่นและมีสมอง

จุดแข็งของ Copilot คือความสามารถในการประมวลผลภาษาธรรมชาติ ทำให้ผู้ใช้ที่ไม่ถนัดสูตรซับซ้อนก็ยังสามารถดึงพลังของ Excel มาใช้ได้อย่างง่ายดาย เช่น การวิเคราะห์ความคิดเห็นจากแบบฟอร์ม ฟังก์ชันสามารถบอกได้เลยว่าเป็นเชิงบวกหรือลบ แถมยังเขียนใหม่ให้อ่านง่ายขึ้น หรือทำ brainstorming หัวข้อรายงานจากข้อมูลดิบที่มีอยู่ก็ยังได้

อย่างไรก็ตาม ไมโครซอฟท์ก็บอกตรง ๆ ว่า Copilot ไม่ได้เหมาะกับทุกงาน โดยเฉพาะงานคำนวณพื้นฐานที่ Excel ทำได้เร็วกว่า เช่น บวกเลขเฉย ๆ แบบ =COPILOT(“Sum these values”, A1:A10) ถือว่าผิดที่ผิดทาง Excel จะเตือนเองว่าใช้ SUM ธรรมดาเร็วกว่า แต่ถ้าเป็นงานที่ต้องตีความ สรุป จัดหมวด หรือแปลงข้อมูลเป็นโครงสร้างใหม่ Copilot จะช่วยให้ประหยัดเวลาได้เยอะมาก

ด้านความเป็นส่วนตัวก็ไม่น้อยหน้า Microsoft ยืนยันว่าข้อมูลที่ส่งเข้า Copilot จะไม่ถูกนำไปฝึกโมเดลภายนอก ใช้เฉพาะการสร้างเอาต์พุตของผู้ใช้เท่านั้น และถ้าองค์กรไหนกังวลเรื่องข้อมูลภายใน ก็มั่นใจได้ว่าต้องนำข้อมูลเข้ามาในชีตก่อน Copilot ถึงจะอ่านได้ ไม่ได้ดึงจากเว็บหรือระบบองค์กรโดยตรง

ส่วนโควตาการใช้งาน ปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 100 Calls ต่อ 10 นาที หรือราว ๆ 300 Calls ต่อชั่วโมง ถ้าต้องวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก แนะนำให้รวมเป็น array แล้วส่งครั้งเดียวจะคุ้มค่ากว่า ฟีเจอร์นี้เริ่มเปิดให้ใช้งานแล้วบน Excel Beta ทั้ง Windows และ Mac แต่ต้องอยู่ใน Microsoft 365 Copilot (30 ดอลลาร์ต่อเดือน) ถึงจะเปิดใช้ได้

ใครที่ทำงานสายข้อมูล การตลาด ฝ่ายซัพพอร์ต หรือแม้แต่ผู้จัดการที่ต้องสรุปรายงานด่วน ๆ จะได้ประโยชน์จาก Copilot เยอะมาก เพราะมันคือสะพานเชื่อมระหว่าง “ภาษาคน” กับ “สูตร Excel” อย่างแท้จริง แถมยังทำงานอยู่ในกริดที่เราคุ้นเคยอยู่แล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องมือไปมา เรียกได้ว่าเป็นอีกก้าวที่ทำให้ Excel ไม่ใช่แค่โปรแกรมตารางคำนวณ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยคิด วิเคราะห์ และเล่าเรื่องได้ในตัวเดียวเลย

ที่มา : Microsoft

Read Entire Article