5 อาหารที่เป็น “ราชาแห่งการทำลายตับ” หลายคนกินทุกวัน ทำลายตับเงียบๆ โดยไม่รู้ตัว
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า มี 5 อาหารใกล้ตัวที่กำลังทำลายตับอย่างเงียบ ๆ หากไม่รีบเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน อาจก่อให้เกิดผลเสียระยะยาวที่ยากจะแก้ไขได้
ชีวิตสมัยใหม่เต็มไปด้วยการ นอนดึก ดื่มแอลกอฮอล์ กินอาหารฟาสต์ฟู้ด และความเครียดจากงาน ทำให้ตับต้องทำงานหนักเกินไปทุกวัน รายงานแนวโน้มสุขภาพปี 2023 ของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในจีนเผยว่า คนรุ่น 90 (Gen 9X) มีสัดส่วนผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ “บำรุงตับ” ถึง 45% สะท้อนความกังวลเรื่องสุขภาพตับที่เพิ่มขึ้นในคนรุ่นใหม่
ตับ ถูกขนานนามว่าเป็น “โรงงานเคมี” ของร่างกาย มีหน้าที่ขับพิษ เผาผลาญพลังงาน และกักเก็บสารอาหาร หากตับเสียหาย คุณภาพชีวิตจะลดลงอย่างมาก
5 อาหารทำลายตับที่ควรระวัง
-
แอลกอฮอล์ ศัตรูอันดับหนึ่งของตับ ดื่มต่อเนื่องเป็นเวลานานทำให้เกิดไขมันพอกตับ ตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งตับ องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้แอลกอฮอล์เป็นสารก่อมะเร็งระดับ 1 แนะนำให้ผู้ชาย–ผู้หญิงควรจำกัด ไม่เกิน 15 กรัมแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ต่อวัน
-
อาหารที่ขึ้นรา ข้าวโพด ถั่วลิสง และถั่วต่าง ๆ ที่ขึ้นรา มักมีสารพิษอะฟลาท็อกซิน B1 ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งตับที่อันตรายที่สุดและอยู่ในกลุ่ม 1 ของ WHO กินเข้าไปจะทำให้ตับเสียหายรุนแรงและเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลายเท่า
-
อาหารทะเลดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ อาหารทะเลจำพวกมีเปลือกเช่น กุ้ง ปู หอยที่ปรุงไม่สุก เสี่ยงติดไวรัสตับอักเสบ A หรือพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยก่อมะเร็ง
-
อาหารหมักดอง (ดองเค็ม ดองเปรี้ยว) ดองผักหรือผลไม้ เช่น กะหล่ำปลีดอง แตงกวาดอง ฯลฯ มีสารไนโตรซามีนเกินค่ามาตรฐานได้มากกว่า 60% สะสมในร่างกายนาน ๆ จะทำลายเซลล์ตับและเพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง
-
สมุนไพร บางชนิดที่ควรระมัดระวัง เช่น ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด ขี้เหล็ก เห็ดเผาะ หากรับประทานไม่ถูกวิธีก็อาจจะเสี่ยงเป็นโรคตับอักเสบ ในขณะที่ ยาแผนปัจจุบัน อย่าง คีโตโคนาโซล (ketoconazole) ที่ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อจากเชื้อรา ห้ามใช้ในผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง รวมทั้ง พาราเซตามอล (paracetamol) ยาแก้ปวด ลดไข้ ในบางกรณีการรับประทานมากเกินขนาดที่แนะนำ ตับอาจทำลายยาไม่ทัน และบางครั้งอาจก่อให้เกิดพิษต่อตับได้
วิธีดูแลและป้องกันโรคตับ
-
นอนหลับให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการนอนดึก
-
ออกกำลังกาย อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
-
ควบคุมน้ำหนัก และไม่ใช้ยามั่วซั่ว
-
งดดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงตับโดยไม่ปรึกษาแพทย์
-
ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะการตรวจการทำงานของตับและอัลตราซาวด์ช่องท้อง
ตับเป็นอวัยวะที่ “เงียบ” มักไม่แสดงอาการจนกว่าจะป่วยหนัก ดังนั้น การป้องกันและรักษาพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ดี คือเกราะป้องกันตับที่ดีที่สุด